ตำนานสุดเฮี้ยน 2 มหาวิทยาลัยดัง ธรรมศาสตร์ Vs ศิลปากร

คราวนี้มาถึงการ Battle ของสุดยอดมหาวิทยาลัยระดับต้นๆ ของเมืองไทยกันอีครั้งแล้วค่ะ อย่าง ม.ธรรมศาสตร์ Vs ม.ศิลปากร ที่ครั้งนี้มาจะมา Battle กันในเรื่องของตำนาน และเรื่องราวลี้ลับในรั้วมหาวิทยาลัยค่ะ… อย่ารอช้า! เรามาดูกันเลยว่า ตำนานของที่ไหนจะน่ากลัว หรือชวนสยองมากกว่ากัน?

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

ประวัติความเป็นมา…. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เดิมมีชื่อว่า “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” ต่อมาต้องตัดคำว่า การเมืองออก เพื่อไม่ให้มีการฝักใฝ่ในการเมืองมากเกินไป ด้วยเหตุจากเหตุการณ์ “14 ตุลาฯ” (14 ตุลาคม 2516) ที่เกิดปรากฎการณ์ทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ ที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทย คือ นักศึกษาได้ร่วมกับประชาชนอีกส่วนหนึ่งเรียกร้องประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญ แต่ได้รับการตอบโต้จากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร ทำให้เกิดการจราจล และเหตุการณ์นองเลือดขึ้น แต่ทุกวันนี้ ม.ธรรมศาสตร์ ก็ถือเป็นมหา’ลัยชื่อดังที่ทุกคนพูดถึงกันเป็นอย่างมากมหา’ลัยหนึ่ง

สิ่งศักดิ์สิทธิ… “ศาลสิงโตทอง” หรือที่เรียกกันว่า แม่สิง และศาลเจ้าแม่สิงโต ตั้งอยู่ภายใน ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งศาลนี้เป็นที่เคารพ สักการะของนักศึกษาในมหา’ลัย ศาลตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณอาคาร 60 ปี ลักษณะหันหน้าไปทางโรงพยาบาลศิริราช มักจะมีนักเรียนมาบนเพื่อที่จะให้เข้าเรียนที่ ม.ธรรมศาสตร์ได้อยู่เสมอ สิ่งของที่ใช้แก้บนคือ “ลูกแก้ว” และนอกจากเรื่องเรียนแล้ว ยังมีเรื่องของความรัก เพราะตำนานเล่าว่า แต่เดิมมีสิงโตอยู่เป็นคู่ ตัวผู้ และตัวเมีย แต่เกิดพายุเข้าระหว่างขนส่ง ทำให้เรือที่ขนสิงโตทั้งคู่มาล่ม และสิงโตพลัดตกน้ำไป ชาวบ้านละแวกนั้นได้ช่วยกันกู้สิ่งที่จมน้ำขึ้นมา และเจอกับรูปปั้นสิงโตที่เป็นเพศเมีย แต่งมหายังไงก็ไม่เจออีกตัว จึงเอาขึ้นมาตั้งไว้ให้หันเข้าหาฝั่ง แต่มาอีกวันกลับเห็นว่า สิงโตได้หันหน้าออกไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา ชาวบ้านแถวนั้นยังบอกอีกว่า บางคืนได้ยินเสียงเหมือนสิงโตครวญคราง ทำให้ชาวบ้านร่วมกันก่อตั้งศาลขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่ และเพื่อให้แม่สิงได้ยืนมองหาคู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาต่อไป ศาลนี้จึงมีความศักดิ์สิทธิทั้งเรื่องการเรียน และความรัก

เรื่องหลอนๆ ของที่นี้… เรื่องที่ 1 สืบเนื่องจากเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ และเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นภายใน ม.ธรรมศาสตร์ ทำให้ทั่วทุกพื้นที่ในมอตอนนั้น มีศพเกลื่อนกลาด แต่ที่เฮี้ยน และคนมักเล่าถึงมากที่สุดคือ “ลิฟต์แดง” ถ้าใครเคยเดินท่าพระจันทร์ก็ต้องเห็นประตูด้านหลังทางเข้า ม.ธรรมศาสตร์ ฝั่งที่มีศูนย์หนังสืออย่างแน่นอน เดินตรงเข้าไปเลี้ยวซ้ายเราก็จะเจอกับ คณะศิลปศาสตร์ คณะที่เป็นตำนานในเรื่อง “ลิฟต์แดง”

นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะศิลปศาสตร์ เล่าว่า รุ่นพี่จะคอยเล่าเรื่องของลิฟต์แดงอยู่เสมอว่า ได้มีทหารบุกเข้ามาในมหา’ลัย และมีนักศึกษากลุ่มหนึ่งเข้าไปหลบในลิฟต์ พอลิฟต์เปิดทหารก็กระหน่ำยิ่งเข้าไปจนนักศึกษาที่เข้าไปหลบในลิฟต์เสียชีวิตทั้งหมด ทำให้เลือดสาดกระจายไปทั่วทั้งลิฟต์ หลังจากนั้นมหา’ลัยได้ทำความสะอาดลิฟต์แล้ว แต่ล้างยังไงเลือดก็ไม่ยอมจางออกไป มหา’ลัยจึงนำสีแดงมาทาปิดทับแทน แล้วก็ยังเล่าอีกว่าเคยมีนักศึกษาขึ้นลิฟท์กัน แล้วรู้สึกว่ามีคนอยู่ในลิฟต์กันหลายคนมาก หรือบางทีลิฟต์ก็ไม่ยอมปิดสักที

น้องนักศึกษาเล่าต่อว่า ตอนนี้ลิฟต์ก็ไปอยู่ระหว่างชั้น 5 และ 6 แล้ว เวลาเรียนก็ยังจะต้องเดินผ่านอยู่บ้าง พวกน้องปี 1 จะชอบถ่ายรูปประตูลิฟต์กัน ไปจับประตูบ้างก็มี เพราะว่าเขาไม่ได้เอาอะไรมาครอบปิดไว้ แต่เป็นบานประตูลิฟต์แดงยึดติดกับผนังตึก ถ้าเดินเช้าๆ ก็ไม่ได้ดูน่ากลัวอะไร แต่ถ้าเย็นๆ ค่ำๆ หรือดึกแล้ว พอนึกไปถึงตำนานนั้น มันก็ยังคงดูน่ากลัวอยู่ดี แต่หลังๆ มานี้ก็ไม่มีใครเจออะไรแปลกๆ เกี่ยวกับประตูนี้แล้ว เพราะมหา’ลัยทำบุญคณะอยู่เสมอ

เรื่องที่ 2 มีประสบการณ์หลอนเกี่ยวกับห้องเรียนในคณะศิลปศาสตร์อีกเรื่องจากนักศึกษาปี 2 เช่นกัน เล่าว่า เรื่องเพิ่งเกิดเมื่อไม่นานนี้เอง มีรุ่นพี่ที่สนิทกันต้องไปเรียนที่ห้องเรียน ชั้น 3 เป็นห้อง ศศ. 301 วันนั้นเขามาเร็วไป เขาก็ไม่รู้ว่ามีคนอยู่ในห้องบ้างแล้วรึยัง ก็เลยลองส่องกระจกดู แล้วเห็นว่ามีผู้หญิงนั่งอยู่บริเวณหลังห้อง ก็เอาหน้าออกมาแล้วดูโทรศัพท์ตัวเองกะจะโทร.หาคนอื่น แล้วส่องเข้าไปอีกทีจะดูว่าเป็นใคร แต่ไม่เจอใครนั่งอยู่ที่โต๊ะนั้นแล้ว แล้วอยู่ดีๆ ก็ต้องตกใจ เพราะมีผู้หญิงคนหนึ่งหน้าเละๆ มายืนอยู่ตรงหน้าแทน เขาก็ตกใจแล้ววิ่งออกจากตึกเรียนไปเลย แล้วก็เอามาเล่าให้เพื่อนๆ และรุ่นน้องฟัง แต่สำหรับห้องเรียนนั้น น้องคนเล่าเองยังบอกอีกว่า ตัวเขาก็เรียนห้องนี้เช่นกัน แต่ยังไม่เคยเจอ และไม่อยากจะเจอด้วย เวลาจะเรียนห้องนั้นก็ไม่กล้าที่จะไปคนเดียวอีกแล้ว ต้องรอเพื่อนมาเป็นกลุ่มก่อนถึงจะกล้าไป

เรื่องที่ 3 ตึกอเนกประสงค์ 1 ฝั่งตรงข้ามของคณะศิลปศาสตร์ หรือฝั่งที่เป็นศูนย์หนังสือนั่นเอง ก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นที่นี่เช่นกัน นักศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ได้เล่าให้ฟังว่า ที่ตึกอเนกฯ นั้นเคยมีผู้หญิงเป็นแม่บ้านทะเลาะกับแฟน แล้วเดินขึ้นไปชั้น 7 โดดลงมาตาย หน้าร้าน Black canyon จากนั้นใครที่เดินผ่านจุดนั้นตอนกลางคืนจะได้ยินเหมือนเสียงร้องไห้ และเสียงดังตุ๊บ เหมือนคนตกลงมากระแทกพื้น! ซึ่งโดยปกติที่ ม.ธรรมศาสตร์ เอง ไม่รู้ทำไมเหมือนกันทุกๆ ปีจะต้องมีเด็กกระโดดตึกตายเป็นประจำทุกปีเลย

เรื่องที่ 4 ที่ตึกอเนกประสงค์ 1 ยังคงมีเรื่องเกี่ยวกับชั้น 7 อีกว่า ชั้นนั้นห้ามปิดไฟเด็ดขาด ทุกวันนี้ตอนกลางคืนไฟของชั้นนั้นก็จะสว่างตลอด กลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่งเล่าว่า บางครั้งตนทำงานอยู่ชั้น 8 แล้วมาเข้าห้องน้ำ ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีผู้หญิงร้องเพลงอยู่ในห้องน้ำ แต่พอเปิดไปกลับไม่เจอใคร ทำให้ต้องรีบวิ่งออกมาจากห้องน้ำแทบไม่ทัน

เรื่องที่ 5 คณะรัฐศาสตร์ เคยมีการก่อสร้างปรับปรุงตึก และมีคนงานก่อสร้างตกตึกเสียชีวิตระหว่างปฎิบัติงาน ถ้าเป็นคนที่ทำงานมานานเกิน 10 ปีแล้วส่วนใหญ่จะได้เจอ และบริเวณชั้น 6 ห้องห้องสมุดจะมีโต๊ะกลุ่มตัวใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางชั้น เขาก็เล่ากันมาว่า แม่บ้านเคยเห็นว่า มีผู้หญิงผมยาวมานั่งอยู่ ทั้งๆ ที่เวลานั้นตนรู้ดีว่าเหลือตัวเองกลับเป็นคนสุดท้ายเพียงคนเดียว!

มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ)

ประวัติความเป็นมา… มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2486 โดยพระยาอนุมานราชธน ร่วมกับ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี พัฒนาหลักสูตรการสอนจนได้ตั้งเป็นมหาวิทยาลัย และมีความโด่งดังในเรื่องของงานศิลปะต่างๆ ทั้งเรื่องของจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ สถาปัตยกรรม โบราณคดี และมัณฑนศิลป์ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 11 ไร่ที่แต่เดิมเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพระยาริศรานุวัดติวงศ์ สำหรับ ม.ศิลปากรตั้งแต่เดิมจนถึงปัจจุบันก็ยังคงเป็นมหา’ลัยที่มีชื่อเสียงด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และโบราณคดีมาจนถึงทุกวันนี้

สิ่งศักดิ์สิทธิ… “ศาลเจ้าแม่เฮงหลุย” ตั้งอยู่บริเวณสวนแก้ว ใกล้ๆ ศาลาดนตรี และติดกับหอศิลป์ เป็นที่เคารพของเด็กคณะจิตรกรรม เนื่องจากเด็กคณะนี้จะมาทำพิธีรับน้องใหม่กัน ณ จุดนี้เป็นประจำ รูปปั้นสักการะศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี อาจารย์ผู้เป็นที่เคารพรักของเด็กศิลปากร และยังเป็นผู้ร่วมก่อนตั้งมหา’ลัย และสิ่งศักดิ์สิทธิอีกหนึ่งสิ่งคือ รูปและรูปปั้นกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้นหนึ่งตึกคณะโบราณคดี

เรื่องหลอนๆ ของที่นี้… เรื่องที่ 1 บริเวณสวนแก้วมีเรื่องเล่าหลายเรื่องที่รุ่นพี่เล่าต่อๆ กันมา หลายคนมักจะได้ยินเสียงแปลกๆ เช่น ได้ยินเสียงเด็กวิ่งเล่นอยู่ที่ลาน เนื่องจากตรงสวนแก้วมีรูปปั้นเด็กจุกตีล้ออยู่ และยังมีรูปปั้นรูปร่างแปลกๆ อีกมากมาย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 เล่าว่า มีรุ่นพี่บอกมาว่า บางครั้งในตอนกลางคืนรูปปั้นก็มักจะหายไป เพราะชอบมีคนไปล้อเลียน ถ่ายรูปเลียนแบบท่าทาง ตกดึกรูปปั้นก็จะหายไป คือ หายไปหาคนที่ล้อเรียนรูปปั้นนั่นเอง

เรื่องที่ 2 สวนแก้วมีศาลาดนตรีที่สมัยก่อนเป็นวังเจ้านายทรงประทับ และรับฟังดนตรีบริเวณนั้น ในบางคืนนักศึกษาที่ทำงานดึกๆ ดื่นๆ จะได้ยินเสียงเพลงดนตรีไทยลอยมา ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการจัดงานอะไรในสวนเลย

เรื่อองที่ 3 ที่ศาลาดนตรียังมีเรื่องเล่าที่ต้องเล่ากันต่อมาเป็นรุ่นๆ ให้รุ่นน้องได้ฟังแล้วขนหัวลุกกัน คือ มีรุ่นพี่อยู่กลุ่มหนึ่งไปนั่งดื่มเหล้าอยู่บริเวณศาลาแล้วเหล้าเกิดหมด จึงใช้ให้รุ่นน้องไปซื้อมาเพิ่ม โดยรุ่นน้องก็ไปซื้อเหล้ากลับมาให้รุ่นพี่ แต่ขากลับน้องคนนั้นรีบเอาเหล้ามาวางให้แล้วรีบวิ่งออกไปทันที รุ่นพี่ก็สงสัยกันว่าทำไมรุ่นน้องไม่เข้ามา แต่ก็เก็บไปถามในอีกวันหนึ่ง พอไปถามรุ่นน้องก็ตอบว่า เมื่อวานนั้นตนเห็นว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่คนยืนอยู่ด้านหลังของรุ่นพี่ ตัวเขียว สูง ยาวเกิน 3 เมตร และลิ้นห้อยยาวลงมาแตะศีรษะรุ่นพี่ที่นั่งอยู่ ทำให้ไม่กล้าที่จะนั่งอยู่ต่อ จึงรีบวิ่งกลับบ้านทันที จากเหตุการณ์นั้นมีหลายๆ คนได้สันนิษฐานว่า เป็นผีเจ้าที่ของศาลาดนตรีที่ไม่พอใจนักศึกษาที่มาดื่มเหล้า และส่งเสียงดังเอะอะ จากที่ได้ถามนักศึกษาคณะโบราณคดี ทราบว่าปัจจุบันก็ยังมีนักศึกษาไปนั่งดื่มเหล้าบริเวณนั้นอยู่ แต่ก็ยังไม่มีตำนานใหม่เกิดขึ้นมา และคิดว่าคงนั่งดื่มกันไม่นาน เพราะต่างกลัวจะเจอเหตุการณ์แบบเรื่องในตำนาน

เรื่องที่ 4 เรื่องเล่าของตึกคณะจิตรกรรม ด้านหน้าของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่ด้านข้างจะมีกระจกหน้าต่างอยู่หนึ่งบานเป็นสีแดง นักศึกษาปี 4 เล่าว่า เพื่อนของตนเคยแจอเหตุการณ์แปลกๆ โดยวันนั้นก็ทำงาน นั่งทำคัตเอาท์กันอยู่ใต้ตึก ประมาณตี 3-4 มีเพื่อนคนหนึ่งเขาเห็นว่า ตรงหน้าต่างบานสีแดงมีเงาอะไรบางอย่าง แหงนขึ้นไปตรงหน้าต่างเหมือนมีตุ๊กตาแขวนคออยู่ ในใจก็คิดว่าคณะจิตรกรรมทำหุ่นตุ๊กตาเตรียมงานอะไรรึเปล่า ก็นั่งจ้องไปเรื่อยๆ จนหุ่นนั้นหันมา ใจก็ยังติดว่า เฮ้ย! เหมือนจริงมากเลย ก็เอาไปเล่าให้เพื่อนกับรุ่นพี่ฟัง แล้วมารู้อีกทีว่ามันเคยมีข่าวเด็กจิตรกรรมฆ่าตัวตายโดยการผูกคอตรงตำแหน่งนั้น พี่ๆ เขาเล่าว่า แต่ก่อนก็เคยมีคนเจอเหตุการณ์แบบเพื่อนของตนนี่แหละ แต่มันนานมาแล้ว ตอนเห็นก็คิดเหมือนกันเลยว่าเป็นหุ่นหรืออะไร แล้วตอนเช้ามารู้ว่า เป็นนักศึกษามาผูกคอตายตรงนั้น ซึ่งตายมาหลายวันแล้วเหมือนกัน เรื่องนี้ก็ทำเอาเด็กไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปมองหน้าต่างบานนั้นกันเลย แต่ก็ยังมีนั่งทำงานบริเวณนั้นอยู่เหมือนเดิม แค่ไม่แหงนขึ้นไปมองหน้าต่างเท่านั้นเอง

เรื่องที่ 5 ชั้น 5 ของตึกคณะสถาปัตย์ เมื่อสมัยก่อนจะมีสตูดิโอฯ ให้เด็กสามารถเข้าไปทำงานกันจนดึกได้ และมีห้องน้ำติดอยู่กับห้องสตูดิโอฯ เลย แล้วตอนนั้นก็มีพี่อยู่คนหนึ่งเขาทำงานอยู่ดึก ก็ไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็ได้ยินเสียงเหมือนดนตรีไทย เขาก็งงๆ อยู่ว่าดึกขนาดนี้แล้วเสียงดนตรีไทยมาจากไหน จังหวะนั้นก็แหงนขึ้นไปดูด้านบนของผนังกั้นห้องน้ำ ที่เป็นห้องน้ำอีกห้องหนึ่ง พี่คนนั้นเขาก็เห็นเป็นยอดชฎาแหลมๆ โผล่พ้นผนังอีกห้อง เท่านั้นแหละ เขาก็รีบออกมาเก็บของกลับบ้านไปเลย

เรื่องที่ 6 ตึกโบราณคดีมีรูป และรูปปั้นของพระยาดำรงราชานุภาพ มีอยู่ครั้งที่ต้องปิดตึกเพื่อสร้างต่อเติม ต้องย้ายทั้งรูปและรูปปั้นไปไว้ที่อื่น ตอนนั้นก็เกิดเหตุการณ์แปลกๆ เช่น เหมือนมีคนเดินอยู่เต็มมหา’ลัย โดยได้สันนิษฐานว่า เป็นเพราะรูปและรูปปั้นไม่อยู่ทำให้ดวงวิญญาณ หรือบริวารที่อยู่ใต้อาณัติของท่านออกมาเพ่นพ่าน แต่พอรูปและรูปปั้นกลับมา ก็ไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีก

เรื่องที่ 7 เกือบทุกตึกที่มหา’ลัยมักจะได้เจอผี และผีส่วนใหญ่จะเป็นผีไทย นางรำ ซะส่วนใหญ่ เคยมีคนไม่เชื่อแล้วอยากลองของเดินไปตามทางเดินบริเวณที่มีคนเคยเจอ และก็ได้เจอจริงๆ เป็นนางรำใส่ชุดเต็มยศมารำให้ดู!!

ที่มา: www.campus.campus-star.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *